USERNAME : PASSWORD:

  Home|  Picpost | Story |  ติดต่อลงโฆษณา

|  MEMBER |

My Sponcer

เพจใหม่ 1

Webcam Show
**Hot Web Cam**
View All Models

 

Our Advertise
Advertise Link
X-Men Massage
Uphiguy
Abidingskin
Iamgluta
 

  :: Gboysiam.com : อิสระแห่งความเป็นคุณ : เพื่อนดีที่นี่ 24 ชั่วโมง เพจใหม่ 1

 

My Story

 
 

 

ขณะนี้ เพื่อน ๆ สามารถเขียนประสบการณ์ได้ปกติแล้วครับ
หลังจากที่เราได้ทำการแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วครับ //
webmaster

เมื่อเพื่อน ๆ เลือกเรื่องที่จะอ่าน แล้ว  เรื่องจะปรากฏอยู่ด้านล่างสารบัญเรื่องครับ
อย่าลืม ติชมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ ที่เล่าเรื่องให้ฟังด้วยนะครับผม

+ อ่านเรื่องล่าสุด    + เรื่องที่อ่านมากที่สุด

ค้นหาในหมวด คำที่ค้นหา 

38787 : เสียว เสียว เสียว : ttbb (2010-09-06) |View:66|
38786 : โฟนเถื่อน : yyy (2010-09-06) |View:45|
38785 : โฟนครับ : tin (2010-09-06) |View:51|
38784 : หาทำอะไรสนุกก่อนนอน : due (2010-09-06) |View:47|
38783 : ทำไงดีเป็ีนรุก : nut (2010-09-06) |View:107|
38782 : อยากโม้กอะคับ : แทค (2010-09-06) |View:39|
38781 : สปาอีโรติกบอดี้สไลด์ บอดี้ทูบอดีครับ : sajjakorn (2010-09-06) |View:36|
38780 : อยากดูด***แมนๆๆๆขอวัยเรียนนะคับ : bank99 (2010-09-06) |View:48|
38779 : โปรโมทบอร์ดเกย์แห่งใหม่ http://banmax.forumotion.cc/ : banmax (2010-09-06) |View:110|
38778 : เงี่ยนหาคิงไบเล่นเสียวรามบางกะปิ 0849314582 : ken (2010-09-06) |View:23|
38777 : ประสบการณ์ตรงคับ ครั้งที่ 9 : TJ2007 (2010-09-06) |View:316|
38776 : หาเพื่อน แมน ๆ ที่ชอบถ่ายรูป เที่ยว ทะเล น้ำตก ภูเขา แบบ ชิว ๆๆ.... : เก่ง (2010-09-06) |View:34|
38775 : เงี่ยนคับ ชักว่าวกันที่สวนทุ่งสร้างเย็นนี้ 1 ทุ่มครึ่ง ขอนแก่นคับ.. : คนเงี่ยน.. (2010-09-06) |View:84|
38774 : รับร่านหารุก : เป้ (2010-09-06) |View:52|
38773 : อยากแลก กกน สนใจเชิญคราฟ : ไอซ์ (2010-09-06) |View:95|
38772 : เปงสาวเพศสองค่ ส.165น.45ตัวเลกเซ็กจัดยักมีผัวเคใหญ่ๆจิงใจ : พลอยค่ (2010-09-06) |View:44|
38771 : โฟนกันคับ : bom (2010-09-06) |View:81|
38770 : อยากโครตๆ โฟนกันหว่ะ : เต้ไบแมนๆ (2010-09-06) |View:128|
38769 : หาเพื่อน แมน ๆ เท่านั้น ที่ชอบถ่ายรูป เที่ยว ภูเขา ทะเล น้ำตก ป่าชายเลน มาคุยดิ : MJ (2010-09-06) |View:31|
38768 : รับแมนๆคุยกันตอนเที่ยงครับ : กร (2010-09-06) |View:47|

กำลังแสดงหน้าที่ 1/238 ->
<< 1 2 3 4 5 6 7 8 9 >>
 
 
 

 


 

พรุ่งนี้ก็รักนาย ตอนที่ 17

 

ตอนที่ 17 : เข้าบ้านพีรวิชญ์

 

                “ก้องๆ หนังตาขวาผมมันกระตุกอ่ะ” เสียงเอะอะของคนในห้องน้ำรั้งให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ลุกขึ้นแล้วรีบสาวเท้าไปที่ห้องน้ำอย่างเป็นกังวล

                “พี... เป็นอะไรมากไหม” ก้องบดินทร์เดินมายืนใกล้ชิดร่างของตัวเองแล้วลอบมองเงาในกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าวิญญาณในร่างนั้นกำลังลูบคลำที่เปลือกตา

                “ผมน่ะไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าหากมันมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับผม ผมก็รับไหว แต่นี่มันร่างคุณนะก้อง ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นลางบอกเหตุอะไรกับคุณรึเปล่า ผมกลัวว่าคุณจะตกอยู่ในอันตราย”

                “พีอย่าพูดอย่างนั้นสิ มันจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราสองคน หรือถ้าจะมี ก็ขอให้มันมีแบบที่ทำให้เราสองคนกลับเข้าร่างเดิม” ก้องบดินทร์คว้าจับมือของพีรวิชญ์ขึ้นมากุมไว้และส่งกำลังใจให้ผ่านทางแววตาที่ประสานกันในกระจก

                “ก้อง!! โทรไปถามชานนท์เขาหน่อยสิว่าช่วงที่ก้องไม่อยู่ มีใครมาป้วนเปี้ยนแถวหน้าห้องบ้างรึเปล่า”  พีรวิชญ์เอ่ยปากขอร้องคนที่ยังมีเครื่องมือสื่อสารในสภาพที่ใช้การได้ เพราะเครื่องมือสื่อสารของเขามันพังไปพร้อมกับรถที่ยับเยินเกินเยียวยาแล้ว

                “ขอโทษนะพี ผมลืมบอกคุณไปว่า... นนท์เขาลาออกแล้ว”

                “เฮ้ย!! มันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมเขาถึงลาออกล่ะก้อง”

                “เรื่องของนนท์ก็เหมือนเรื่องของผมนั่นแหละ พ่อของนนท์เขารู้แล้วว่าลูกชายของเขาเป็นเกย์ เลยบังคับให้ลาออกแล้วกลับไปดูแลค่ายมวยที่ลำปาง นี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ชัยจะทำยังไงกับปัญหานี้ ผมก็ได้แต่หวังว่าเขาทั้งคู่จะผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี และผมก็หวังว่าสักวันหนึ่ง นนท์จะกลับมาเป็นรูมเมทของผมเหมือนเดิม” ก้องบดินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างรู้สึกเสียดายที่ขาดเพื่อนดีๆ คอยปรับทุกข์

                “ผมเองก็อยากจะให้ชานนท์เขากลับมาเร็วๆ เพราะผมรู้สึกสังหรณ์ใจว่ารูมเมทคนใหม่ของคุณ เขาจะเป็น...” พีรวิชญ์แกล้งทำเสียงชวนผวาพร้อมกับละข้อความเอาไว้ให้ก้องบดินทร์ใจหายเล่น

                “เป็นอะไร?!”

 เมื่อเห็นคนที่ชอบดูหนังสยองขวัญ แต่กลับกลัวพวกวิญญาณผีสาง มีสีหน้าซีดเซียว จึงต้องรีบเฉลยพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะร่วน

                “เป็นคนที่หล่อกว่าผม ฮ่าๆๆ”

                “คุณมนัสน่ะเหรอ” ในความคิดของก้องบดินทร์ ก็มีแต่มนัสนี่แหละที่หล่อกว่าพีรวิชญ์ แต่ก็รู้ว่ายังไงมนัสก็คงไม่มีทางมาเป็นรูมเมทของเขาแน่ เพราะว่ามนัสเป็นนักแข่งรถ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับโรงพยาบาลเลย

                “อย่างไอ้แม็คเนี่ยเขาไม่ได้เรียกหล่อเฉยๆ นะ เขาเรียกว่าหล่อขั้นเทพ แต่เสียดาย ปากมันเหมือนตูด ไม่มีหูรูด ชอบพูดอะไรไม่รู้จักคิด จะว่าไปก็สงสารน้องคิมเหมือนกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”

                สิ้นคำพูดของพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์ก็ดึงร่างของเขาให้หันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ โดยไม่ผ่านกระจกเงา ก่อนจะโน้มกลีบปากนุ่มไปเพิ่มความชุ่มชื่นให้บนริมฝีปากแห้ง จนคนที่ได้รับสัมผัสถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดซึ่งระคนไว้ด้วยความยินดีเพราะเป็นสิ่งที่เขาโหยหาอยู่แล้ว

                “คุณทำอะไรเนี่ย”

แม้จะรู้สึกดีที่ถูกจูบ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จึงไถ่ถามหลังจากที่ก้องบดินทร์ถอนริมฝีปาก แล้วเขาก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า...

                “ก็ลงโทษที่คุณพูดชื่อบุคคลที่สามไง”

                “แหม... จำได้ด้วย ไหนขออีกทีดิ๊” พีรวิชญ์ยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นการบอกให้ก้องบดินทร์ทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับถูกบ่ายเบี่ยงและโดนผลักไส

                “ไม่เอาแล้ว ไปๆ ไปอาบน้ำ”

                ก้องบดินทร์ออกแรงผลัก แต่กลับถูกรวบตัวเอาไว้และได้รับความชุ่มชื่นกลับมาผ่านลำคอ ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่ซุกไซ้ซอกคออย่างซุกซน แม้จะโดนต่อต้านด้วยการทุบหน้าอกก็ไม่สน เขายังคงบรรเลงบทเพลงแห่งความรักต่อไป เหมือนต้องการจะทิ้งทวนก่อนลาจากช่วงเวลาดีๆ ที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนี้

                เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งสวมใส่ของก้องบดินทร์กับชุดนอนตัวเก่าของพีรวิชญ์ถูกถอดออกกองรวมกันอยู่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ก่อนที่คนหื่นกระหายจะดึงร่างที่ไร้อาภรณ์มาที่ชักโครกซึ่งปิดฝาสนิทแล้วหย่อนตัวนั่งลงไป

                “พี... ผมว่า... เรารีบกลับเถอะ!!” คนตื่นกลัวรีบหมุนกายสาวเท้าหนี แต่แล้วก็หนีไปไม่พ้น

                “ไม่ต้องรีบหรอกก้อง เราสองคนน่ะไม่ได้มีช่วงเวลาดีๆ ที่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้บ่อยๆ หรอกนะ ทำไมเราไม่ใช้ให้มันคุ้มค่าล่ะ”

                “แล้วการมีเซ็กส์ในช่วงเวลาแบบนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเหรอ ทำไมเราสองคนไม่หากิจกรรมอะไรที่มันดีๆ ทำร่วมกันล่ะ”

                “ก็นี่แหละเป็นกิจกรรมที่ดีแล้ว” สายตาแพรวพราวของพีรวิชญ์ ทำให้ก้องบดินทร์เบือนหน้าหนี เขารีบฉวยเสื้อผ้าของตัวเองออกไปใส่ข้างนอก

                “ผมขอโทษ...” พีรวิชญ์เดินตามมาสะกิดบ่าแต่ก็โดนสะบัดจนมือร่วงคว้าได้แต่อากาศ

                “พี... ผมอยากเห็นคุณเปลี่ยนตัวเอง จริงๆ จังๆ เสียที” คนที่สืบเท้าหลีกหลบไปยืนข้างหัวเตียงเปรยด้วยเสียงเคร่งเครียดโดยไม่ได้หันไปมองเลยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังยังฟังเขาเทศนาอยู่รึเปล่า จวบจนกระทั่งได้เสียงฝักบัวดังมาจากในห้องน้ำ ถึงได้รู้ตัวว่าเผลอพึมพำให้กับดินฟ้าอากาศอีกแล้ว จึงพรูลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนออกมา ก่อนเอนกายลงนอนปล่อยให้หัวสมองและจิตใจที่ถูกรบกวนมาตลอดเวลาได้พักผ่อนบ้าง

                แล้วสักพักหนึ่งก็มีหยาดน้ำหยดลงมากระเทาะหน้าผาก คนที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นจึงรีบลืมตาและเมื่อเห็นคนที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวชะโงกหน้ามอง เขาก็ร้องโวยวายขึ้น

                “พี!! อย่านะ!!”

                “หย่าอะไร ยังไม่ได้แต่งงานเลย”

                “ไม่ตลกนะ” ก้องบดินทร์ทำหน้ามุ่ยจนโดนบีบจมูก

            “เอ๊า!! ผมก็ไม่ได้ให้คุณขำนี่” คนขี้แกล้งลดมือลง และเดินเลี่ยงไปแต่งตัวเมื่อเห็นว่าก้องบดินทร์ยังอยู่ในอารมณ์เคืองโกรธ จึงไม่อยากตอแยเพราะกลัวว่าสถานการณ์มันจะย่ำแย่มากไปกว่านี้ แต่ก็แอบเหลียวหน้ามาขอร้องให้ก้องบดินทร์ช่วยทำอะไรบางอย่าง

                “ก้องๆ ช่วยไปเก็บของในห้องน้ำให้หน่อยสิตรงอ่างล่างหน้าอ่ะ จะได้รีบเอามาใส่กระเป๋าแล้วลงไปทานข้าวกัน”

                “ได้... เดี๋ยวผมไปเก็บให้”

ก้องบดินทร์รับคำแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ฉับพลันนัยน์ตาคู่โตก็ไปสะดุดกับกระจกเงาซึ่งมีไอน้ำเกาะเต็มแผ่นแต่กลับมีช่องว่างให้สามารถอ่านเป็นข้อความได้ว่า...

                “โปรดรักผมในแบบที่ผมเป็น” เสียงทุ้มเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเบาก่อนที่ข้อความดังกล่าวจะเลือนหายไปเพราะการเช็ดถูทำความสะอาดด้วยฝ่ามือ แล้วนัยน์ตาคู่โตก็แช่นิ่งสบมองภาพสะท้อนของพีรวิชญ์ในกระจก

                “ครับ... ผมจะพยายามรักคุณในแบบที่คุณเป็นนะ”

                จากนั้นก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์ก็ก้าวออกมาภายนอกพร้อมกับอุปกรณ์ล้างหน้า แปรงฟันทั้งหลายแหล่ จัดเก็บใส่กระเป๋าเดินทางอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่มายืนค้ำหัว

                “หายโกรธผมรึยัง”

                “...” ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากผู้ชายที่นั่งจัดกระเป๋า เขาเพียงแต่ลุกขึ้นและยืนมองหน้าเท่านั้น

                “ถ้าไม่ตอบ ผมจูบนะ” เจอคำขู่แบบนี้ คนที่ยืนนิ่งเงียบจึงรีบเปิดปาก

                “ผมหายแล้ว!! ไปกินข้าว!!”

                พีรวิชญ์กระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วออกเดินตามก้องบดินทร์ไปรับประทานอาหารเช้า ก่อนจะไปเดินเล่นรับลมเย็นๆ ที่ชายหาด และหยิบเศษไม้บนพื้นทรายขาวสะอาดมาขีดเขียนเป็นข้อความภาษาอังกฤษว่า...

I’ ll love u forever

                “ภาษาอังกฤษ ผมแปลไม่ออก” ก้องบดินทร์แกล้งไขสือ และเบือนสายตาที่จับจ้องข้อความออกสู่ทะเลสีครามระยิบระยับจับแสงแดด สายลมบางเบากรีดกรายพัดพริ้วผ่านผิวน้ำเกิดการม้วนตัวเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ เข้าโอบกอดหาดทราย ก่อนหอบรอยเท้าของนักท่องเที่ยวกลืนหายเข้าไปในความเวิ้งว้าง

                “ก้องบดินทร์!! ผมจะรักคุณตลอดไป!!”

                พีรวิชญ์ป้องปากตะโกนโดยไม่แคร์สายตาใครคนอื่น และสายตาของเขาก็จะไม่มองใครคนไหนด้วย หากว่าเขาคนนั้นไม่ใช่ก้องบดินทร์

                “พีรวิชญ์!! ผมจะรักคุณตลอดไป!!”

                ก้องบดินทร์โผเข้ากอดพีรวิชญ์อย่างเต็มรัก ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนสบายและอบอุ่นโดยไม่มีใครมาขัดขวาง จนเขาแทบอยากจะหยุดช่วงเวลาไว้เพียงเท่านี้  แต่ก็รู้ดีว่าชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป ต้องคลี่คลายปัญหาที่กำลังดาหน้าเข้ามาเป็นบททดสอบความรักของเขากับพีรวิชญ์

                และเขาก็ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตที่แตกต่างจากที่เคยเป็น เขาจะต้องไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของพีรวิชญ์ ในขณะที่พีรวิชญ์จะต้องกลับไปค้างหอ

               

                “เฮ้อ...” ก้องบดินทร์ระบายลมหายใจออกมา ขณะที่กำลังเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์ปรับอากาศ จนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชำเลืองมอง

                “มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า”

                “มีสิ... เยอะด้วย” คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างเคร่งเครียดและวิตกกังวล

                “อย่างเช่นอะไร” พีรวิชญ์พลิกนิตยสารยานยนต์ที่ไปซื้อมาจากแผงหนังสือข้างๆ ท่ารถอ่านไปพลางๆ ระหว่างรอคำตอบ

                “อย่างเช่น... นี่ไง!!” คนที่ขับรถไม่เป็นแต่ดันมาอยู่ในร่างของนักแข่งรถจิ้มนิ้วลงไปบนหน้านิตยสาร

                “โอ๊ยคุณ ไม่ยาก เดี๋ยวผมสอนให้ รับรองวันเดียวเป็น ถ้าไม่เห็นผล ยินดีสอนซ้ำฟรีตลอดชีวิต ฮ่าๆๆ”

                “ตลกมากเลยนะ” คนเส้นลึกตีหน้าขรึมเพราะรู้ว่าไอ้การขับรถมันก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ ลองสนาม ไม่ใช่วันเดียวแล้วมันจะเป็นขึ้นมาได้

                “โอ่ยยย”  พีรวิชญ์ครางเสียงต่ำเมื่อถูกทุบหัว แล้วก็หันไปให้ความสนใจกับรถยนต์รุ่นใหม่ เครื่องแรงๆ ต่อ ปล่อยให้ก้องบดินทร์บ่นพร่ามไป

                “ขับรถมันอันตรายจะตาย ถ้าผมขับแล้วไปเฉี่ยวชนใครเข้า แล้วถ้าเขาเกิดตายขึ้นมา ผมก็ติดคุกอ่ะสิ”

                “ไม่เป็นไรหรอกคุณ ถ้าคุณติดคุก ผมจะไปส่งข้าวส่งน้ำให้คุณทุกวันเลย ฮ่าๆๆ”

                “ยังตลกได้อีกเนอะ ถามจริงเถอะ นี่คุณไม่เครียดบ้างเลยเหรอ นี่เราสลับร่างกันแบบนี้” น้ำเสียงวิตกกังวลที่สื่อสารออกมาชวนให้แฟนหนุ่มหันมอง เขาปิดนิตยสารและยกมือลูบผมคนที่นั่งข้างหน้าต่างเบาๆ เพื่อให้เขาผ่อนคลาย

                “ไม่เครียดเลย เพราะผมรู้ว่าเราจะผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี เพราะเรามีกันและกันไง... เราจะช่วยกันฝ่าฟันปัญหา เดี๋ยวกลับไปถึงกรุงเทพฯ เราก็ค่อยๆ คิดแล้วกันนะ ว่าเราจะแก้ไขมันยังไง ส่วนตอนนี้ ผมของีบก่อนแล้วกัน เพราะเมื่อคืนกว่าจะจบกิจกรรมเข้าจังหวะ ก็เกือบตีสาม”

                พอได้ยินพีรวิชญ์ย้อนพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ก้องบดินทร์ก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น พูดอะไรต่อไปไม่ออก ได้แต่ลอบชำเลืองมองคนที่เอนศีรษะซบบ่าเขา

                ครับ... เราจะฝ่าฟันปัญหาไปด้วยกัน เราจะไม่ทิ้งกัน เพราะว่าจะมีกันและกันตลอดไป...

                ก้องบดินทร์ตอบความในใจ เพราะไม่อยากส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของพีรวิชญ์ ก่อนหลับตาพริ้มเอนศีรษะพิงเบาะ พาตัวเองเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ติดตามรอยเท้าของพีรวิชญ์ไป

                รถทัวร์ปรับอากาศเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองหลวงที่แสนวุ่นวายเมื่อตอนที่แสงสีทองใกล้จะเลือนหายไปจากขอบฟ้า บนถนนทางหลวงมีรถรามากมายจอดติดกันเป็นแถวยาว ยังไม่นับรวมถึงมอเตอร์ไซค์ที่ซอกแซกซอกซอนตามช่องว่างระหว่างคันรถซึ่งส่งกลิ่นควันกระจายคละคลุ้งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและสะกิดให้คนที่อยู่ริมหน้าต่างปรือตาขึ้นมา

                ความรู้สึกปวดบ่าเริ่มเกิดขึ้นเพราะว่าเขารองรับศีรษะของคนอ่อนเพลียมาหลายชั่วโมง ดวงตาเรียวชำเลืองมองคนรักอยู่ครู่หนึ่งก็เลื่อนออกไปมองดูทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยมลภาวะด้านนอกหน้าต่าง และแล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเลขทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นตา แต่ทว่าคนขับกลับไม่ใช่คนที่เขารู้จัก แถมยานยนต์สองล้อคันนั้นก็ไม่ใช่คันเดียวกับคนที่เขารู้จักเคยขับขี่ด้วย

                “เฮ้ย!! ทำไมรถคันนั้นใช้เลขทะเบียนเหมือนกับพี่นุติเลยล่ะ พี่นุติเขาขายต่อเหรอ รึว่า...”

                “รึว่าอะไร…” คนที่นอนซบบ่าอยู่เป็นชั่วโมงๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นตั้งแต่ที่ได้ยินก้องบดินทร์เอ่ยชื่อบุคคลที่สาม ริมฝีปากสีเชอร์รี่จึงเคลื่อนไปสัมผัสกับพวงแก้มหอมเป็นการลงโทษ

                “อื๊อ ~” ก้องบดินทร์ส่งเสียงครางและหดคอเมื่อกลีบปากซุกซนเคลื่อนต่ำลงมารุกรานลำคอ แต่แล้วเสียงสบถด่าที่ดังมาจากเบาะหน้าก็ทำให้พีรวิชญ์ต้องผละออกจากก้องบดินทร์ด้วยความตกใจ

                “ไอ้เชรี่ย!!” ต่อจากนั้นก็ตามด้วยเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดจนผู้คนทั้งคันรถต้องยกมือปิดหู ใจจริงพีรวิชญ์ก็อยากจะชะโงกหน้าไปมองดูเจ้าของเสียงนั้น แต่ก็กลัวว่าก้องบดินทร์จะหาว่าเป็นคนไร้มารยาทอีก จึงต้องทนสงบใจนั่งเฉยๆ จนกระทั่งถึงสถานีปลายทางเอกมัย                

“มองไร?! ไม่เคยเห็นคนหน้าตาดีเหรอ” คนที่สะพายเป้เดินทางลงมาเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกมองจึงหันไปจ้องหน้าคนที่อยู่ในร่างของก้องบดินทร์ แต่ยังไม่ทันที่พีรวิชญ์จะพูดขอโทษ ผู้ชายคนนั้นก็ควักโทรศัพท์ที่กรีดเสียงร้องออกมาจากกระเป๋ากางเกง

[[เมื่อกี้มึงตัดสายกูทำไม… เอ่อ เดี๋ยวแป๊บนะ]] คนที่ยืนคุยโทรศัพท์หยุดชะงักการสนทนากับปลายสายเพราะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเงี่ยหูฟังอยู่ จึงตะโกนขึ้นมาลอยๆ จนคนที่แอบฟังอยู่ถึงกับสะดุ้ง

                “ใครที่แอบฟังกูคุยโทรศัพท์ ขอให้แมร่งตายโหง”

                ก้องบดินทร์รีบดึงพีรวิชญ์ให้ออกห่างจากผู้ชายที่ดูท่าทางมีลับลมคมในคนนั้นแล้วเทศนาสั่งสอนไม่ให้เขาอยากรู้ อยากเห็นอะไรมากจนเกินเหตุ เพราะมันอาจจะสร้างปัญหาให้กับชีวิตของพวกเขามากยิ่งขึ้น

                “พี... ไม่ต้องไปอยากรู้เรื่องของคนอื่นมากหรอกนะ แค่เรื่องของเราสองคน ก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว เฮ้อ...”

                เสียงลมหายใจที่พรั่งพรูออกมาอย่างอ่อนล้า ทำให้พีรวิชญ์ได้หยุดคิดแล้วกล่าวขอโทษด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด

                “ผมขอโทษก้อง ผมจะไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว”

                “อืมๆ... แล้วเรื่องของเราจะเอายังไงต่อล่ะ” ก้องบดินทร์พยักหน้ารับทราบแล้วถามต่อเพราะว่าตัวเขาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของพีรวิชญ์ยังไง ไอ้ครั้นจะกลับไปนอนที่หอพักก็กลับไม่ได้เพราะว่าตอนนี้เขาอยู่ในร่างของนักแข่งรถ ไม่ใช่นักกายภาพบำบัดผู้มีสิทธิที่จะใช้หอพักของทางโรงพยาบาล

                “เอางี้... ผมจะพาคุณกลับบ้านของผมก่อน เดี๋ยวผมจะโทรไปบอกแม่บ้านให้เตรียมมื้อเย็นเผื่อไว้หนึ่งที่ และเมื่อไปถึงผมก็จะแอบกระซิบบอกคุณว่าคนในบ้านของผมคนไหนชื่ออะไรบ้าง ตกลงไหม”

                “อื้มๆ ตกลง... แต่ว่าคนที่โทร มันก็ต้องเป็นผมสินะ เพราะไม่อย่างนั้น คนที่บ้านของคุณเขาก็อาจจะงงได้ว่าทำไมนายจ้างของเขาถึงเสียงเปลี่ยนไป”

                “เออใช่ คุณต้องเป็นคนโทร เดี๋ยวผมจะกระซิบบอกข้อความให้”

                ก้องบดินทร์จึงรีบควักมือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วต่อสายไปยังบ้านของพีรวิชญ์ ซึ่งคนที่รับสายก็คือคนรับใช้ในบ้านของเขา

                [[สวัสดีครับ ผมพีนะครับ]]

                “ไม่ต้องมี‘ครับ’ พูดธรรมดาๆ”  พีรวิชญ์กระซิบบอกเมื่อก้องบดินทร์ติดพูดจาสุภาพ

               [[อู๊ยคุณพี!! หายไปไหนมาคะตั้ง 2 – 3 อาทิตย์ คุณพิพัฒน์เขาเป็นห่วงคุณมากเลยนะคะ คุณมนัสก็โทรมา คุณพี!! คุณพีอยู่ที่ไหนคะตอนนี้]]

                [[ตอนนี้ผมอยู่กรุงเทพฯ เดี๋ยวจะกลับไปทานข้าวเย็น ฝากเตรียมกับข้าวไว้ให้เพื่อนผมอีกที่นึงด้วยนะ]]

                [[ได้ค่ะคุณพี... ดีจังเลยค่ะจะได้มาทานกันหลายๆ คน เพราะวันนี้คุณพิพัฒน์ก็บอกว่าจะพาเลขาฯ มาทานข้าวเย็นด้วย]]

                [[อืมๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ผมจะรีบกลับแล้ว]]

                หลังจากกดตัดสายก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ปลายสายไม่ติดใจสงสัยในคำพูดจาที่เผลอแสดงความเป็นตัวตนของก้องบดินทร์ออกมาในตอนแรก

นั่นเป็นเพราะก้องบดินทร์ยังไม่ชินปากหากต้องพูดจาโดยขาดคำลงท้าย เนื่องจากโดนสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กว่าให้พูดจามีหางเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อาวุโสกว่า ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ดังนั้น เวลาที่เขาอยู่ในไร่ เขาก็จะพูดจากับคนงานเก่าแก่ด้วยความสุภาพเสมอ

“นี่คุณ... เวลาไปถึงที่บ้านผม ไม่ต้องพูดจาสุภาพหรอกนะ เดี๋ยวเขาจะคิดว่าผมกินยาผิดขนาดมา”

“มันติดปากอ่ะคุณ แล้วผมก็คิดว่าการที่พูดจาสุภาพ มันก็ดูดี มีมารยาท”

“นี่คุณกำลังจะบอกว่า ผมไร้มารยาทใช่ป่ะ... เดี๋ยวก็จับหอมแก้มกลางถนนซะเลย”

พีรวิชญ์ตั้งท่าจะรวบตัวก้องบดินทร์ แต่เขาวิ่งหนีไปเสียก่อน จึงเร่งสาวเท้าก้าวตามให้ไปทันแล้วก็เข้าไปนั่งในรถแท็กซี่คันที่ก้องบดินทร์โบกเรียก จากนั้นก็บอกจุดหมายปลายทางกับคนขับแล้วก็นั่งกุมมือก้องบดินทร์ไว้ตลอดทางจนกระทั่งถึงบ้านหลังใหญ่ของตระกูลอภิเดชากร

ประตูรั้วอัลลอยด์เลื่อนเปิดออกทันทีที่หนึ่งในเจ้าของบ้านก้าวลงมาจากรถแท็กซี่ หญิงรับใช้วัยสามสิบเศษกระวีกระวาดออกมาต้อนรับขับสู้เจ้านายของเธอที่วันนี้แลดูแปลกๆ ไป เพราะว่าเป็นฝ่ายที่ทักทายและยกมือไหว้เธอก่อน

“สวัสดีครับ ขอรบกวนด้วยนะครับ”

“ก้อง!! ไม่ต้องไปพูดแบบนั้น เขาเป็นคนรับใช้บ้านผม ชื่อ จุ๋ม” พีรวิชญ์กระตุกชายเสื้อและป้องปากกระซิบกระซาบ ก่อนร่นริมฝีปากออกมาเผยยิ้มแห้งๆ ให้กับสาวร่างเล็กที่ยืนทำหน้างุนงง

“สวัสดีนะครับคุณจุ๋ม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์ยื่นมือออกไปข้างหน้า จนคนที่ยื่นอยู่ข้างๆ ถึงกับคลอนศีรษะอย่างเหนื่อยใจกับความเรียบร้อยของแฟนหนุ่มที่เกินความพอดี ก่อนจะร้องลั่นออกมาเหมือนคนสติแตก ทำเอาก้องบดินทร์และหญิงรับใช้ถึงชายตามองอย่างตื่นตระหนก

“โอ๊ยยยย” มือที่อยู่ข้างลำตัวกำเกร็ง เปลือกตาเลื่อนปิดสนิทเหมือนมิอาจจะทนดูสภาพที่ตัวเองเรียบร้อยจนเกินเหตุได้ มันเป็นความแปลกประหลาดอย่างที่สุดถึงที่สุดของชีวิตแล้ว

 เห็นอย่างนี้แล้วก็แทบไม่อยากจะนึกถึงสภาพตอนที่ก้องบดินทร์เข้าไปอยู่ในบ้าน เข้าไปอยู่ในห้องนอนของเขา เข้าไปร่วมรับประทานอาหารกับพี่ชายของเขาเลย ให้ตายสิ

โอ๊ย... ลมจะใส่

“เพื่อนคุณพี เขาเป็นอะไรไปคะ” หญิงรับใช้ถามขึ้นเมื่อเห็นคนที่ยืนข้างๆ เจ้านายควักยาดมออกมาจ่อรูจมูก

ก้องบดินทร์ที่ลอบชำเลืองมองดูอยู่จึงว่าเหน็บไปแรงๆ เพราะเขาเองก็ไม่ชอบที่พีรวิชญ์มักออกอาการหุนหันพลันแล่นโดยไม่มีสาเหตุเหมือนกัน

“เขาเป็นคนไร้มารยาทครับ”

“ก้อง!! ฮึ่ย!!” พีรวิชญ์รู้สึกหน้าชาเมื่อถูกตบด้วยวาจากระแทกกระทั้น เลยเผลอระบายความโกรธด้วยการทุบหลังคารถแท็กซี่ จนเกือบจะเซล้มทรงตัวไม่อยู่เพราะคนขับแท็กซี่ที่ไม่รู้ว่ามีมือของใครบางคนวางอยู่เหนือหลังคาได้กระชากออกรถอย่างแรง ทำให้พีรวิชญ์เกือบจะหน้าคะมำ

//วืดดดด…//

“เฮ้ย.... เฮ้ย....”

ก้องบดินทร์ที่เฝ้ามองอากัปกิริยาของแฟนหนุ่มมาโดยตลอด จึงรีบปราดเข้าไปประคองร่างท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของหญิงรับใช้

“ขอบคุณนะ” เสียงละมุนเบาๆ ข้างใบหูพาหัวใจสั่นไหวระริก

“ไม่เป็นไรครับ” ก้องบดินทร์รีบถอยเท้าออกห่างเมื่อเห็นนัยน์ตาแพรวพราวบวกกับรอยยิ้มกรุ่มกริ่มของคนตรงหน้า

“พี!!” คนที่ยืนแข็งเป็นหินไม่ได้หันไปตามเสียงเรียกเพราะมัวแต่ระวังพฤติกรรมของคนข้างหน้าอยู่ และเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเขาลืมไปว่าตอนนี้เขาคือพีรวิชญ์ ไม่ใช่ก้องบดินทร์

“คุณพีคะ คุณทีเรียกค่ะ” เสียงของหญิงรับใช้กระตุ้นให้พีรวิชญ์ตัวจริงสาวเท้าเข้าไปตบบ่าร่างของตัวเองแล้วก็ชี้มือไปทางด้านหลัง ส่งสัญญาณให้ก้องบดินทร์หันหน้าไปหาธีระศิลป์ นักแสดงหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเขา

“สวัสดีครับ” ก้องบดินทร์กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม เล่นเอาธีระศิลป์ยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน เขาลอบมองคนแปลกหน้าที่กำลังกระซิบกระซาบกับพีรวิชญ์ด้วยความรู้สึกฉงน

“ไม่ต้องไหว้ เขารุ่นเดียวกับผม แก่กว่าคุณปีเดียว เขาชื่อที”

หลังจากที่บอกก้องบดินทร์ พีรวิชญ์ก็หันไปส่งยิ้มให้เพื่อนบ้านที่นานๆ ครั้งจะอยู่ติดบ้านสักที เพราะหากไม่ติดถ่ายละคร เขาก็คงจะไปค้างที่คอนโดฯ 8009 กับจอน

และเมื่อนึกถึงจอนหรือขจรเกียรติ หนุ่มแว่นร่างบางหวานใจของธีระศิลป์ก็เดินออกมาสมทบทันที พีรวิชญ์เลยกระซิบบอกให้ก้องบดินทร์ได้รู้จัก

“คนใส่แว่นนี่เขาชื่อจอน เป็นแฟนของที เขาอายุเท่าๆ กับคุณ แต่หน้าแก่ไปหน่อย ไม่ต้องไหว้เขานะ”

“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ก้องบดินทร์ไม่ได้ยกมือไหว้ แต่ยื่นมือออกไปแทน พีรวิชญ์จึงต้องรีบดึงมือนั้นลง ก่อนที่จะโดนธีระศิลป์แพ่นกบาลโทษฐานไปหลอกจับมือขจรเกียรติ คนที่เขาหวงนักหวงหนา

“เอ่อ... วันนี้คุณพีดูแปลกๆ ไปนะครับ” นักตรวจสอบบัญชีเริ่มตั้งข้อสังเกตพลางขยับแว่นสายตามองดูใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มแหยๆ ของเพื่อนบ้านธีระศิลป์

ก้องบดินทร์มีท่าทีกระอึกกระอัก จนพีรวิชญ์ต้องเป็นฝ่ายแก้สถานการณ์ให้พร้อมกับเบี่ยงประเด็นด้วยการแนะนำตัวเอง

“เอ่อ... พอดีวันนี้พวกผมเพิ่งเดินทางกลับจากต่างจังหวัดน่ะครับ เลยเพลียๆ เบลอๆ นิดหน่อยนะครับ... อ้อ!! ผมลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อก้องบดินทร์ครับ เป็นเพื่อนของพีรวิชญ์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พีรวิชญ์เพียงแค่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยและยิ้มให้กับเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมานานแล้ว เพราะตอนนี้เขาในอยู่ร่างของก้องบดินทร์ก็ต้องแสดงบทบาทให้แนบเนียน จะไปตบบ่าทักทายกันเหมือนคนสนิทก็คงจะไม่ได้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณก้อง” ธีระศิลป์และขจรเกียรติมอบรอยยิ้มแห่งมิตรภาพกลับคืนมา พร้อมกับเอ่ยปากชวนให้ไปปาร์ตี้บาร์บีคิวที่บ้านเขา

“วันนี้ผมจะทำบาร์บีคิวเลี้ยงทีเขาน่ะครับ ที่ได้รางวัลดาวรุ่งชายยอดเยี่ยม คุณก้องกับคุณพีมาทานด้วยกันนะครับ”

“นี่ผมก็ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าตัวเองจะได้รับรางวัลเนี่ย” ธีระศิลป์ถ่อมตัวแล้วระบายยิ้มเก้อเขิน

“จะไม่ได้ได้ยังไง ก็เล่นเป็นตัวเองซะขนาดนั้น” พีรวิชญ์เผลอหลุดปากแซวเพื่อนบ้านโดยลืมไปว่าตอนนี้อยู่ในร่างของก้องบดินทร์

“เมื่อกี้คุณก้องว่าอะไรนะครับ” นักแสดงหนุ่มผู้ที่ได้รับบทเกย์ถามซ้ำอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่าคนที่เพิ่งจะรู้จักเขาในวันนี้จะกล้าแซว ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นอะไร

“เอ่อ เปล่าครับ ไม่มีอะไร” พีรวิชญ์โปรยยิ้มเจื่อนๆ ก่อนกระซิบบอกก้องบดินทร์ให้รีบเดินเข้าบ้านโดยไม่ต้องไปรับคำชวนของเพื่อนบ้าน

“ก้อง... เข้าบ้านได้แล้ว ไม่ไปต้องทานกับพวกเขาหรอก”

ก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์ปรับองศาใบหน้าให้เอียงไปหาคนพูด แล้วว่ากล่าวตำหนิติเตียนเบาๆ

“เพื่อนคุณเขาอุตส่าห์ชวน แล้วคุณไม่ไปนี่มันเสียมารยาทนะ”

“เอาเถอะๆ เสียก็เสียไป ไอ้มาระยง มารยาทเนี่ย ผมก็เบื่อมันเหมือนกัน เพราะมันชอบทำให้ผมกับคุณทะเลาะกันอยู่เรื่อย”

“คุณพูดแบบนี้ แปลว่าคุณเบื่อผมเหรอ” สุ้มเสียงที่ไม่พอใจบวกกับสีหน้ายุ่งๆ เร่งเร้าให้พีรวิชญ์ต้องอธิบายใจความที่แฝงไว้ในประโยค

“เปล่า... ผมไม่ได้เบื่อคุณ ผมแค่เบื่อที่คุณชอบเอากรอบชีวิตของคุณมาเป็นต้นแบบกำหนดกรอบชีวิตของผม” คนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กไม่ค่อยคุ้นชินกับการที่อยู่ในกฎระเบียบก็พยายามหาทางให้แฟนหนุ่มปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต

“บางทีคนเราก็ต้องแหกกฎ ฉีกกรอบออกมาบ้าง เผื่อว่าชีวิตของเรามันจะได้มีความสุขขึ้น”

“เราสองคนมีความสุข แล้วคนอื่นล่ะ เขาจะมีความสุขไปกับเราเหรอ” เจอก้องบดินทร์ย้อนกลับมาแบบนี้ พีรวิชญ์ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง เพราะสิ่งที่ก้องบดินทร์ถามนั้น พีรวิชญ์ก็ยืนยันไม่ได้ว่าคนอื่นๆ จะมีความสุขไปกับพวกเขาด้วย

เพราะอย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็มีคนทุกข์ใจอย่างมหันต์อยู่หนึ่งคน เนื่องจากการกระทำที่แหกกฎของพวกเขา ซึ่งคนคนนั้นก็คือ คุณฟองจันทร์ แม่ของก้องบดินทร์นั่นเอง

และก่อนที่ศึกน้ำลายระหว่างพีรวิชญ์กับก้องบดินทร์จะลุกลามใหญ่โต เพื่อนบ้านผู้แสนดีอย่างธีระศิลป์จึงต้องรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์

“ชีวิตของคนเราทุกคนมันไม่สมบูรณ์พูนสุขกันทุกช่วงเวลาหรอกครับ มันต้องมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง คละเคล้ากันไป คุณสองคนได้มาเป็นส่วนเติมเต็มให้กันและกันแบบนี้ มันก็น่าจะดีแล้วนะครับ ไม่จำเป็นต้องไปปรับเปลี่ยนอะไรมากหรอกครับ หากปรับให้เหมือนกันมันก็จะเหมือนขั้วบวกกับขั้วบวกน่ะครับมันจะผลักออกจากกัน แต่ถ้าหากต่างคนต่างเป็นตัวของตัวเองมันก็จะเหมือนขั้วบวกกับขั้วลบที่จะคอยดึงกันและกันเอาไว้ ไม่ให้แยกจากกันไปไหน  อย่างเช่นผมเนี่ยเป็นคนใจร้อนมาก ผมก็จะได้จอนเนี่ยแหละครับช่วยดึงเอาไว้ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้ผมปรับตัวเองให้ใจเย็นขึ้นได้รึยัง ผมก็ขอตอบว่ายังครับ แต่ผมก็ไม่ห่วงหรอกครับว่ามันจะเกิดเรื่อง เพราะผมรู้ว่าจอนจะไม่ทิ้งผมไปไหนแน่ๆ... จริงไหมจอน” ธีระศิลป์กระแซะไหล่หนุ่มแว่นที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่ข้างๆ

“ครับที... ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ” ช้อนสายตาหวานๆ มองผ่านเลนส์แว่นส่งผ่านความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากหัวใจมอบให้ ก่อนที่จะสวมกอดนักแสดงหนุ่มมาดเข้มโดยไม่หวั่นว่าจะถูกปาปารัสซี่ตามมาถ่ายภาพ เพราะเขาเองก็รู้ว่า... ธีระศิลป์ก็จะไม่มีวันทิ้งเขาไปเฉกเช่นเดียวกัน

“ผมก็จะไม่มีวันทิ้งคุณเหมือนกัน จอน...”

 

                แสงสีส้มเริ่มเจือจางไปตามช่วงเวลาที่หมุนเปลี่ยน ขอบฟ้าสีครามแลดูสลัวๆ ก่อนที่จะปรับตัวเข้าสู่ช่วงเวลาย่ำค่ำ หมู่นกกาก็บินกลับคืนสู่รวงรังเหมือนดังเช่นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกๆ คนต่างก็อยากจะกลับบ้าน บ้านที่ไม่ใช่เป็นแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือบ้านที่หมายถึงครอบครัวและความอบอุ่นที่เรามีให้กัน

                เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นหูดังกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ เป็นสัญญาณให้พีรวิชญ์ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกไปร่วมสังสรรค์กับเพื่อนบ้านหรือว่าจะร่วมทานข้าวกับพี่ชายตัวเอง

                คนที่อยู่ในร่างของก้องบดินทร์ชายตามองรถยนต์สุดหรูที่ขับเคลื่อนมาจอดชิดใกล้ ก่อนที่กระจกไฟฟ้าจะค่อยๆ เลื่อนลงมาถึงระดับแนวสายตาของผู้ที่นั่งอยู่เคียงข้างคนขับ ทว่าผู้ชายในชุดสูททำงานคนนั้นกลับมองไปที่ก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์แทน

                “พี!!” เพื่อนสนิทของพีรวิชญ์ผู้เป็นเลขาฯ ของพิพัฒน์รีบตะโกนเรียกเมื่อพิพัฒน์ทำการหยุดรถเพื่อต่อว่าน้องชายตัวแสบที่หายหัวไปเกือบเดือน แต่ครั้นพอได้เห็นสีหน้าเบิกบานของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กลับไปต่อว่าเขาคนนั้นแทน

                “ยิ้มระรื่นเชียว จะดีใจอะไรนักหนา” เสียงทรงพลังสลายรอยยิ้มบนดวงหน้าขาวใส ใบหน้าที่ชะโงกออกไปนอกรถหดกลับเข้ามาด้วยความไม่พอใจแต่ก็ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ในเมื่อเขาไม่มีอำนาจเหนือกว่าที่จะสั่งการอะไรได้ เพราะเป็นเพียงแค่ลูกน้องก็ต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา และต้องทนอยู่ในกฎระเบียบที่บางครั้งมันก็ไร้เหตุผล

                “ขอโทษครับ ผมแค่คิดถึงพี”

                “คิดถึง?! ในฐานะอะไร?!” มือกร้านเอื้อมปลดเบลท์และกระชากเนคไทให้เลขาฯ หนุ่มหันมามองหน้าตน

                “ก็แล้วหัวหน้าอยากให้ผมคิดถึงเขาในฐานะอะไรล่ะครับ” นัยน์ตาเรียวสวยจ้องมองดวงหน้าที่มีไรหนวดขึ้นล้อมกรอบริมฝีปากและลากยาวจรดจอน

                “นายรักพีใช่ไหม” เสียงเล็ดลอดไรฟันสะกดให้สาธิษฐ์นั่งนิ่งเห็นหุ่น หัวสมองตีบตันไม่รู้จะปฏิเสธออกไปอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่พิพัฒน์พร่ำถามมาตลอดตั้งแต่วันที่เห็นรูปพีรวิชญ์ในกระเป๋าสตางค์ของเขา คำตอบมันคือ ใช่!!

                “ตอบมาสิ!! ตอบมา!!” แรงกำลังที่กระตุกห่วงผูกคอที่ทำจากผ้าไหมดีไซน์สวยเกือบจะทำให้หนุ่มร่างโปร่งมอดม้วยเพราะบั่นทอนลมหายใจ

                สาธิษฐ์เกิดอาการหายใจติดขัด กระแอมไอค่อกแค่ก จนพิพัฒน์ต้องคลายมือที่ดึงเนคไทเส้นนั้นออก เนคไทสีน้ำทะเลที่พริ้วผ่านสายลมไปแนบกายผู้สวมใส่มันเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่พิพัฒน์ได้ซื้อให้โดยที่เขาไม่เคยร้องขอเพราะไม่อยากติดค้างบุญคุณอะไรมากมายไปกว่าหนี้สินที่แม่ของเขาสร้างมันขึ้นมาซึ่งนับวันมันก็ยิ่งจะเพิ่มพูนมากขึ้น จนหักลบกลบหนี้ไม่หวาดไม่ไหว หากแม่ของเขาไม่ติดการพนัน ชีวิตของเขาก็คงไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของใครหรอก

                “ผมไม่ได้รักพี ไม่เคยรักพีเกินกว่าเพื่อน” โกหกคำโตๆ ของออกไปเพราะรู้ดีว่าหากพูดความจริง มันคงจะไปเสียดแทงหัวใจของพิพัฒน์ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ... เขาไม่อยากให้ก้องบดินทร์ต้องรู้สึกผิดและคิดมากกับการที่มาทีหลัง

                “ถ้าอย่างนั้นก็ฉีกรูปในกระเป๋านั่นทิ้งซะ เพราะถ้าฉันเห็นอีกล่ะก็ แม่ของนายคงจะได้ไปใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตในเรือนจำแน่ๆ” สาธิษฐ์จำต้องหักใจฉีกรูปพีรวิชญ์ในชุดนักเรียนมัธยมทิ้ง ทั้งๆ ที่รูปถ่ายใบนั้นมันมีค่าทางจิตใจสำหรับเขามหาศาล และคงจะหารูปถ่ายใบนี้ไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน

                ความทรงจำทั้งหมดแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว ไม่สามารถต่อติดให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะชีวิตมันไม่เหมือนนาฬิกาทรายที่สามารถหมุนกลับใหม่ได้

                พิพัฒน์ประคองพวงมาลัยหักเลี้ยวเข้าไปจอดสงบสติอารมณ์ในโรงรถ ดับเครื่องยนต์ที่แรงร้อนให้หยุดการเคลื่อนไหว ประตูรถถูกผลักออกเบาๆ โดยมีคนรับใช้ติดตามมารับกระเป๋าเอกสารและเสื้อนอกไปจัดเก็บให้เข้าที่เข้าทาง ด้านคนที่นั่งหน้าเรียบเฉยอยู่เบาะซ้ายก็ก้าวลงจากรถด้วยหัวใจไหวหวั่น เขาชะเง้อคอมองออกไปนอกบ้านเหมือนเฝ้ารออ้อมกอดของคนที่ตัวเองแอบรัก

                และเพียงไม่นานพีรวิชญ์ในร่างของก้องบดินทร์ก็เดินจูงมือคนที่ต้องมาพำนักอาศัยที่นี่ให้เขาได้เข้ามาสำรวจพื้นที่โดยรอบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลีลาวดีลอยตามลมมาแตะปลายจมูกของผู้มาใหม่ที่กำลังให้ความสนใจกับพรรณไม้นานาชนิดทางปีกขวาด้านหน้าตัวบ้าน ต้นก้ามกุ้งหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ธรรมรักษา’ ออกดอกสีส้มอมแดงหวนให้คิดถึงเพื่อนร่วมห้อง

                “ต้นธรรมรักษาเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดลำปาง ชานนท์เขาเคยบอกผมไว้ว่าถ้าได้ไปเที่ยวลำปาง เราจะเห็นต้นไม้ชนิดนี้เยอะมาก”

                “แล้วอยากจะไปป๊ะล่ะ”

                “ที่ถามนี่ จะพาผมรึไง”

                “เปล่าหรอก ผมก็ถามไปงั้นเอง... แบร่!!” พีรวิชญ์แลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อไปตามประสาคนขี้เล่น แล้วก็วิ่งหลบฝ่ามือพิฆาตของก้องบดินทร์ที่หวดลงมาหวังจะสั่งสอนคนเล่นลิ้น จนวิ่งไปชนร่างของสาธิษฐ์

                “อู่ยยย... ขอโทษนะเว่ยแก” สรรพนามที่ใช้เรียกขานช่างดูสนิทสนมจนสาธิษฐ์ถึงกับมองตาค้างด้วยความประหลาดใจเพราะเขามั่นใจว่าเขาเคยเจอก้องบดินทร์แค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาล แต่เหตุไฉนก้องบดินทร์ถึงได้มาเทียบรุ่นและเรียกเขาว่า ‘แก’ แบบนี้

                “มีอะไรกัน?!” เสียงตะโกนของพิพัฒน์เป็นแรงผลักให้สาธิษฐ์ถอยห่างและปล่อยอ้อมแขนที่โอบกอดก้องบดินทร์เอาไว้ แต่เขาก็แอบสังเกตท่าทางของก้องบดินทร์อยู่เงียบๆ

                นิ้วเรียวยกขึ้นถูปลายจมูกเหมือนเมื่อครั้งที่ถูกครูจับได้ว่าแอบลอกข้อสอบ มือนุ่มยกเกาท้ายทอยเมื่อไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาอ้างเวลาที่มาโรงเรียนสาย

                ท่าทางของก้องบดินทร์เหมือนพีรวิชญ์เลย อะไรจะเหมือนกันได้ขนาดนั้น... แต่ไอ้ท่าทางแบบนั้นคนอื่นๆ เขาก็อาจจะทำกันก็ได้นี่นา

                ตั้งข้อสงสัยแล้วก็แย้งเองภายในใจ ก่อนจะสลัดความคิดแปลกๆ นั้นทิ้งเมื่อพิพัฒน์มากระชากตัวให้เข้าไปรับประทานอาหารเย็นภายในบ้าน

                “นายสองคนก็รีบๆ เข้ามาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวอาหารมันจะเย็นชืดหมด” พิพัฒน์หันไปออกปากสั่งการพีรวิชญ์กับก้องบดินทร์ที่ยังยืนกินลมชมวิวเหมือนไม่รู้หิว ให้เร่งย่างเท้าก้าวเข้ามาในตัวบ้าน

                เมื่อเข้ามาถึงภายในห้องรับประทานอาหาร พีรวิชญ์ก็ชี้ให้ก้องบดินทร์ไปนั่งในตำแหน่งที่นั่งประจำของเขาข้างๆ กับพิพัฒน์ แต่วันนี้ก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์ดูจะเกร็งเป็นพิเศษ เพราะเพิ่งเคยร่วมรับประทานอาหารกับพี่ชายของพีรวิชญ์ที่เขาร่ำลือว่าโหดและดุเป็นครั้งแรก

                “แกเป็นอะไรของแกวะวันนี้ มือไม้อ่อนปวกเปียก จับช้อนก็หล่นไม่รู้กี่รอบแล้ว... เอ รึว่าวันนี้ มีคนรักทั้งสองคนมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เลยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันสั่นไปหมด” พิพัฒน์เหน็บแนมพลางปรายตามองสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้ากันเปื้อนเหนือหน้าตักของพีรวิชญ์ ซึ่งแท้จริงแล้วคือก้องบดินทร์

                ก้องบดินทร์เพียงแค่แสดงอาการทางสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่คนที่นั่งอยู่ข้างกายโดยมีร่างกายของเขาเป็นเกราะหุ้มกลับทะลึ่งลุกพรวดขึ้นโต้คารมโดยลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในร่างของพีรวิชญ์

                “ผมมีคนรักแค่คนเดียวครับ แล้วคนคนนั้นก็คือ...”

“ก้องๆ”  และแล้วสติที่หลุดหายก็กลับคืนมา เมื่อได้ยินเสียงเรียกของก้องบดินทร์บวกกับการกระตุกชายเสื้อ จึงทำให้พีรวิชญ์เปลี่ยนคำสุดท้ายของประโยคที่ขาดหายไปได้ทัน

“... พีรวิชญ์”

ให้ตายเถอะ นี่ตรูบอกรักตัวเองเหรอเนี่ย

รำพึงรำพันในใจ ก่อนจะทรุดตัวลงอย่างสงบเสงี่ยมและสวมบทบาทเป็นก้องบดินทร์ให้แนบเนียนด้วยการค่อยๆ ละเลียดข้าวในจานอย่างช้าๆ ส่วนก้องบดินทร์ที่อยู่ในร่างของพีรวิชญ์ก็ปฏิบัติตัวตามแบบเดิมของตนจนพิพัฒน์อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้

“ทำไมวันนี้แกกินช้าจัง” ก้องบดินทร์ชำเลืองมองพี่ชายของพีรวิชญ์ที่จดจ้องอยู่กับข้าวในจานของเขา ก่อนจะตวัดสายตาหันไปหาตัวช่วยที่นั่งยิ้มเผล่อยู่เหมือนรู้ว่าก้องบดินทร์จะต้องมองมา

“อ้อ!! คือ วันนี้ผมกับพีได้ทานอะไรรองเท้า เอ๊ย รองท้องมาบ้างแล้วน่ะครับ ก็เลยรู้สึกอิ่มๆ ทำให้ทานข้าวช้าลง แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เรื่องกับข้าวบนโต๊ะเนี่ยยังไงซะมันก็ต้องหมดเกลี้ยงแน่นอน เพราะว่ามันเป็นของที่ผมชอบครับ” พีรวิชญ์เผลอหลุดแสดงความเป็นตัวตนออกมาอีกครั้งจนโดนสะกิดขา ถึงได้ปิดปากเงียบ

“พี่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าก้องจะชอบทานผัดเผ็ดปลาดุก... พี่นึกว่าก้องจะไม่ชอบทานของเผ็ดๆ ซะอีก” พิพัฒน์เอ่ยทักขึ้น ทำเอาคนที่กำลังจะงาบผัดเผ็ดปลาดุกจากช้อนสแตนเลสกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่และวางช้อนที่ยังมีกับข้าวพูนอยู่บนนั้นวางลงบนจาน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับคนที่นั่งกุมอำนาจอยู่บนหัวโต๊ะ

“คือ ตอนแรกผมก็ไม่ชอบหรอกครับ แต่พีเขาชวนให้ผมทาน ผมก็เลยลองทานดู ก็รู้สึกว่ามันอร่อยดีน่ะครับ” พยายามพูดจาให้สุภาพและมองด้วยสายตาหวานหยดเลียนแบบก้องบดินทร์เผื่อว่าจะช่วยลดข้อกังขาลงไปได้บ้าง ก่อนจะตักผัดเผ็ดปลาดุกเคี้ยวเข้าปากตุ้ยๆ อย่างมีความสุข

ในขณะที่ก้องบดินทร์กลับรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อสาธิษฐ์ตักผัดเผ็ดปลาดุกมาให้เขา ทั้งที่ความเป็นจริงเขาไม่ชอบทานเผ็ดเลย แต่ท้ายสุดความกังวลก็หมดไปเมื่อพิพัฒน์เอื้อมมาตักกับข้าวที่สาธิษฐ์นำมาวางใส่ในจานข้าวของเขาไปรับประทานเอง

รู้แล้วว่าพีรวิชญ์ไร้มารยาทเหมือนใคร

ก้องบดินทร์แอบค่อนขอดในใจ แต่ก็กระหยิ่มยิ้มที่ไม่ต้องมาทานของเผ็ดให้แสบท้อง ก่อนจะตักแกงจืดผักกาดขาวมารับประทานจนกระทั่งข้าวในจานพร่องลงไป และไม่เหลือเลยสักเม็ด

เมื่อรับประทานข้าวหมดแล้ว ก้องบดินทร์ก็ลุกนำจานของตัวเองไปล้างสร้างความประหลาดใจกับแม่บ้านและคนรับใช้ภายในครัว จนมีเสียงซุบซิบเล็ดลอดเข้ารูหูว่า...

“วันนี้ฝนคงตกแน่ๆ เลยป้า คุณพีมาล้างจานเองเนี่ย”

ก้องบดินทร์จึงรีบๆ ล้างแล้วนำขึ้นมาตากลมบนตู้เก็บจาน แล้วก็รีบผลุนผลันออกไปจนเกือบเดินชนพีรวิชญ์ที่ตามเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย และเมื่อพีรวิชญ์รู้ว่าก้องบดินทร์กระทำการเกินหน้าที่ด้วยความเคยชิน เลยกระซิบบอกไปว่า...

“คุณ... อยู่ในบ้านนี้ คุณไม่ต้องทำอะไรเลยนะ นั่งๆ นอนๆ อยู่เป็นคุณชายสบายๆ เฉยๆ ก็พอ เรื่องซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้านเนี่ยให้จุ๋มและคนรับใช้คนอื่นๆ เขาทำไป ส่วนเรื่องทำกับข้าวเนี่ยป้าสมหมายเขาจะเป็นคนทำ” พีรวิชญ์ชี้มือไปทางแม่บ้านร่างท้วมซึ่งมีผมขาวแทรกแซมประปรายที่กำลังจัดของสดในตู้เย็นให้ก้องบดินทร์ได้รู้จัก ก่อนจะพาก้องบดินทร์ออกมาภายนอกตัวบ้าน เพราะมันถึงเวลาที่เขาจะต้องลากลับไปนอนพักที่หอแล้ว

“ก้อง... ผมต้องกลับแล้วนะ ดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ อย่าลืมที่ผมบอกนะ ‘ไม่ต้องทำอะไรเกินหน้าที่’ ”

แม้ความนั้นจะกินความหมายกว้าง แต่ก้องบดินทร์ก็เข้าใจได้ไม่ยาก หากมันจะยากก็คงยากตรงที่ก้องบดินทร์ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตามนั้นได้รึเปล่า เพราะว่าเขาเป็นคนใจอ่อนและชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ดังนั้น โอกาสที่จะหลุดเป็นตัวของตัวเองก็มีสูง

“พีก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ด้วยนะ เพราะผมกลัว... กลัวว่าพี่ภูมิจะตามมาเอาเรื่องที่เราหนีกันมาแบบนี้”

“ไม่ต้องห่วงหรอกก้อง เพราะถ้าพี่ภูมิมาตอแยกับผมล่ะก็ ผมอาจจะซัดเปรี้ยงเข้าไปซักหมัดสองหมัด”

“ไม่ได้นะพี พีจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ พีอย่าลืมสิว่าพีพักอยู่ในหอพักของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนะ ถ้าคนอื่นรู้เข้า หรือว่าหัวหน้าของผมมาเห็นเขา ผมอาจจะถูกพักงานก็ได้ หรือถ้ามันร้ายแรงมาก ผมก็อาจจะถูกไล่ออก พีอย่าทำให้ผมหมดอนาคตเลยนะ ผมยังรักที่จะทำงานอยู่ที่นี่นะพี” เสียงสะอึกสะอื้นรำพันพาให้พีรวิชญ์เดินเข้ามาโอบประคองร่างที่สั่นสะท้านและลูบต้นแขนเขาเบาๆ เพื่อปลอบโยน

“ถ้าก้องไม่อยากให้ผมใช้ความรุนแรง ผมก็จะไม่ใช้ เพื่อความสบายใจของก้อง” พีรวิชญ์บอกกล่าวก่อนจะชี้มือไปบนฟากฟ้าที่ปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆทะมึน แต่มันก็ยังมีความสว่างไสวจากหมู่ดาวนับร้อยพันส่งแสงระยิบระยับราวกับดิ้นสีเงินที่ปักบนผ้าแพรสีดำ

“คืนนี้ ผมฝากดาวให้อยู่เป็นเพื่อนก้องนะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็โทรหาผมได้ตลอดเวลา... ผมรักก้องนะ ผมจะไม่ทำให้ก้องผิดหวังในตัวผมอีกแล้ว ผมสัญญา”

นิ้วก้อยสองนิ้วเกี่ยวกระหวัดผูกพันสัญญิงสัญญากัน ก่อนที่พีรวิชญ์จะดึงร่างที่ยืนเหนียมอายไปหยุดใต้โคนต้นลีลาวดีที่ออกดอกสีขาวนวลตา บานสะพรั่งเต็มต้น และมีบางดอกร่วงหล่นจูบพื้นหญ้าเขียวขจี พีรวิชญ์ย่อตัวก้มเก็บดอกลีลาวดีขึ้นสูดกลิ่นหอมจรุงแล้วเปรยขึ้นมาเบาๆ ต่อหน้าคนรัก

“ดอกลีลาวดี ในภาษาเขมร คือ ดอกสรัลทม แปลว่า รักแท้ที่ยิ่งใหญ่... ผมอยากจะมอบรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้กับคุณ” พีรวิชญ์บรรจงทัดดอกลีลาวดีไว้ที่ข้างหูของก้องบดินทร์

“เก็บรักษาความรักของผมไว้ให้ดีๆ นะ ผมไปล่ะ...”

พีรวิชญ์โบกมือลาแล้วลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านของตัวเอง โดยมีก้องบดินทร์เดินตามไปส่งที่หน้ารั้วบ้านและเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างนั้นจนกลืนหายไปกับความมืดถึงค่อยหมุนกายกลับเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ โดยไม่ลืมที่จะเก็บความรักเอาไว้ในแก้วทรงกลมใบใสบนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนของพีรวิชญ์

 

-----------------------------------

 

ช่วงนี้ผู้เขียนมาอัพช้าหน่อยนะครับ เพราะมีหลายอย่างที่ต้องทำอ่ะครับ แต่ยังไงก็ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนมากครับที่ติดตามอ่านกันมาตลอด...

BY :  ชนาภัทร Post : 2010-03-08

 
     
Comment

 

Comment

 

ยังไม่มีท่านใดแสดงความคิดเห็นครับ

 
 

ADD Comment

ชื่อ (name) :

Email :

ความคิดเห็น :


 

 

 

จัดทำโดย Gboysiam.com (Webmaster Gboysiam.com)
Copyright 2003-2009, Copyright All right reserved.
Contact For Advertise   :
gboysiam@gmail.com

eXTReMe Tracker